หน้าแรกพุทธวงศ์ | พงศ์พันธุ์แห่งผู้รู้แจ้ง | บัญชรเกียรติยศ | พุทธวงศ์วิพากษ์ | พุทธวงศ์เสวนา 
นิมิตแห่งพุทธะ
ธรรมะประดับใจ
ตามรอยพุทธวงศ์
อมตะอริยสงฆ์
มงคลพุทธวงศ์
เรื่องนี้ต้องขยาย
เปิดโลกปาฏิหาริย์
จดหมายเหตุแห่งพุทธะ
ภาพอมตะพระอัจฉริยเถระ
พระดีที่น่ากราบไหว้
ดี(ธรรมดาๆ) ไม่เป็นการพอเพียง
 
สวัสดีครับ

 “ดี”ธรรมดาๆ ไม่เป็นการ “พอเพียง”   





จากการที่ได้เฝ้ามองดูเหตุการณ์บ้านเมืองตลอดจนวงการพระในบ้านเราในยุคปัจจุบันนี้  บอกได้แต่เพียงคำเดียวว่า นับวัน มีแต่จะยิ่ง “เสื่อมทรุด”และ “ถอยหลัง”ไปสู่ความเป็น “อธรรม”มากขึ้นทุกทีๆ
เหตุที่เป็นเช่นนี้  ก็มิใช่ใดอื่น แต่เกิดจาก “บุคคลากร” และ “ประชากร” ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในแต่ละองค์กรนั้นๆ มี “คุณภาพ”และ “ประสิทธิภาพ”ที่อ่อนด้อยถอยลงไปทุกทีๆนั่นเอง โดยเฉพาะ “ความรู้สึกนึกคิด” , “จิตสำนึก” และ “มโนธรรม” ด้วยแล้ว  พูดกันตรงๆก็ได้เลยว่า อยู่ในสภาวะที่ “ตกต่ำ”จนแทบจะถึงขีดสุดเลยทีเดียว ปัจจุบัน  “วงการพระ” (ทั้ง “พระสงฆ์” และ “พระเครื่อง”)บ้านเรา  ก็มีเรื่อง “มัวหมอง”และ “มืดดำ” หาน้อยไม่มีทั้งการ “โกซิกซ์” และ “ฉ้อโกง” หลอกลวงกันครบสูตร  ไล่ แทบจะทุกระดับชั้นทุกวงการอย่างน่าสะพรึงกลัว และสลดสังเวชใจที่สุด  โดยอาศัย “ศรัทธา”ของพุทธศาสนิกชน “ชาวไทย” ซึ่งท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก(ป.อ. ปยุตฺโต)เคยกล่าววิจารณ์เอาไว้ว่า  มี “คุณสมบัติด้อย”ที่อันตรายที่สุดประการหนึ่งก็คือ “ไม่นิยมแสวงหาปัญญา”มาเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์อันไม่ควร  อย่างหาความ “ละอาย”มิได้ด้วยประการไรๆ อีกทั้งพร้อมที่จะทำจะพูดจะรับรองทุกสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง”หรือ “ฝืนต่อสัจจะ”ความจริง เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัวส่วนหมู่คณะส่วนสำนักเป็นสำคัญเท่านั้น

สิ่งที่ไม่ใช่ “ธรรม” ก็ว่า “เป็นธรรม”
สิ่งที่ไม่ใช่ “วินัย    ก็ว่า “เป็นวินัย”
สิ่งที่เป็น “ของปลอม”  ก็ว่า เป็น “ของจริง”
สิ่งที่เป็น “ของจริง” ก็ว่าเป็น “ของปลอม”
ฯลฯ  ฯล ฯ  ฯลฯ..........

และเมื่อซ้ำด้วย “สื่อ”จำนวนไม่น้อย   ที่ขอเพียงให้ได้เงินค่าโฆษณาค่าประชาสัมพันธ์เท่านั้น  ก็ยินดีเป็น “ข้ารองบาท” รับสนองคำบงการของ “นายเงิน” ไปเสียทุกสิ่งอัน โดยไม่แบ่งแยกว่าอะไรดีอะไรชั่วอะไรถูกหรืออะไรผิด  ทั้งยังไม่แคร์ด้วยว่า  ประชาชนจะถูกหลอกถูกลวงอย่างไรหรือไม่  ล้วนไม่สนใจทั้งสิ้นนี้นับเป็น “เรื่องจริง”ที่เกิดขึ้นอย่างดาษดื่น อย่าง ที่น่าประหวั่นพรั่นใจ และน่าสังเวชในความ “ตกต่ำ”ของ “ใจคน”เรากันนี้เอง  ซึ่งกำลังแผ่ขยายและครอบคลุมสังคมไทยและประชาชาติทั้งสิ้นให้มืดมิดปิดตาหนักข้อขึ้นทุกทีๆ ผู้คนในยุคปัจจุบันนี้ จึงตกอยู่ในสภาวะแห่ง “อวิชชา” ทั้งโดย “สมัครใจ”และ “จำยอม”อย่างน่าสงสารเวทนาเป็นอย่างยิ่งและนับวัน ก็จะยิ่งทวีความร้ายแรงหนักข้อยิ่งๆขึ้นอีกด้วย

เหตุหนึ่งที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะ  “ยุทธวิธี”หรือ “ไม้ตาย”อีกอย่างของ “มาร” ในการทำให้ “ถูกกลายเป็นผิด” และ “ดีกลับเป็นเสีย” อย่างค่อนข้างจะได้ผลในวงกว้างก็คือ  การ”ตื๊อ” และ “หน้าด้านหน้าทน” ดันทุรัง “กระทำ”หรือ “ยืนยัน”เป็นกระต่ายขาเดียวใน “ความผิด” อย่าง “อันธพาลชน”นิยมทำกันอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ
รู้ทั้งรู้ว่า “ผิด” 
รู้ทั้งรู้ว่า  “ไม่จริง”
หรือ รู้ทั้งรู้ว่า “ไม่ใช่” 
แต่กูจะเล่นจะเชื่อจะทำซะอย่าง..
ใครจะทำไม..?????

และก็เป็นธรรมดาของคนทั่วไป เมื่อได้รับการ “ย้ำคิดย้ำทำ”บ่อยๆเข้า  “ใจ”ของสามัญปุถุชนทั้งหลายซึ่งยังไม่มีความคิดหรืออุดมการณ์ที่มั่นคง  ก็อดให้หวั่นไหวหรือคล้อยตามลอยไหลไปตามโฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้นไปได้ในเวลาใดเวลาหนึ่งเสียมิได้..... ประกอบกับ “คนดี”ในสมัยนี้  มักจะถือคติ “หลีกหนี”
มารหรือสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมโดยทันที   ซึ่งก็ “ไม่ผิด” แต่ก็ใช่ว่าจะ “ถูกต้อง”ทั้งหมด ก็หามิได้แต่อย่างไรไม่
เพราะโดยสัจจะความจริงถึงที่สุดแล้ว  การ “หนี”หรือการ “ไม่เผชิญหน้าความจริง” ย่อมมิใช่ทาง “แก้”
หรือ “ชนะ”ปัญหาแต่ประการใดๆเลย แต่กลับจะทำให้ “ปัญหา”ยิ่งทวีความหนักหนาและรุนแรงหนักข้อเข้าทุกทีเสียด้วยซ้ำ เพราะเหตุแห่งการ “หลีก”หรือ “หนี”นั้นเอง  ท้ายสุด  มารก็ยิ่ง “ได้ช่อง”และ “ได้กำลัง”มากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อถึงขีดถึงที่  “อธรรม”นั้นเอง จะกลายเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่ กลิ้งไหลมาทับ “คนดี”เองนั่นแหละให้ “เดือดร้อน”อย่างสาหัส แม้กระทั่งถึงแก่ชีวิตในภายหลัง เพราะต้องมาแก้ปัญหาที่ขยายวงมากแล้ว  จน “นอนก็แทบไม่ได้ จะตายก็นอนตาไม่หลับ”ไปเลยทีเดียว....

ด้วยเหตุดังหัวเรื่องที่ได้ตั้งขึ้นแต่เบื้องต้นนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดน่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง  ว่า  ในเวลานี้ สมัยนี้  หากคิดจะเป็น “คน”ให้ “ดี”แล้ว  จะมีแค่ “ดี”(เฉยๆ/ธรรมดาๆ)อย่างเดียว หาเป็นการเพียงพอไม่แล้ว
แต่ต้อง “ดี(จริง)”ด้วย
“จริง”ที่จะ “ดี”
และ “ดี” ให้ “จริง”
จึงจะชื่อว่า “ดีแท้”

เพราะนับแต่นี้ไป  การรักษา “ธรรม”และ “ความถูกต้อง”ตามความเป็นจริงใน “ยุคมืด” ชนกับ “อธรรม”ในสมัยนี้  จะต้องทำแบบ “จริง” เช่นกันในเมื่อ“มาร”มัน “หน้าด้าน” ทำความชั่วหรือโกหกหลอกลวงไม่รู้จบได้ แต่ “เรา” ก็ต้อง “หน้าทน” ทำ “ดี”  ตลอดจน พูดแต่ “สัจจะ”หรือ “ความจริง” มาต้านกันอย่างไม่รู้สิ้น
เช่นกัน จะมาทำการแบบ “นุ่มนิ่มๆ”หรือ “ปล่อยวางๆ”อย่างแต่เก่าก่อนไม่ได้แล้ว(จริงๆ) แต่ต้อง “จริง” แต่โดยสถานเดียวเท่านั้น หาไม่แล้ว การณ์ก็คงเป็นอย่างที่หลวงพ่ออุตตมะ หน่อพุทธภูมิบารมีสูงแห่งวัดวังก์วิเวการาม  กาญจนบุรี ได้แต่ทำหน้าปลงอนิจจัง เมื่อพูดถึงวงการศาสนาในเมืองไทย ที่ออกจะ “เละเทะ”
เต็มทีกับผู้เขียนเป็นการส่วนตัวเมื่อหลายปีล่วงแล้ว ก่อนทำนายเป็นเชิงว่า “เมืองไทยนี้ เอะอะอะไรก็เอาแต่สร้างพระๆ  สร้างกันเยอะๆแยะๆเต็มไปหมด  เหมือนกับที่พุกาม เมืองพม่าโน่น (แต่..คนไม่เป็น “พระ”ไปด้วย ก็เท่านั้นแหละ..!!!!)” และ

 “ ต่อไป ศาสนา(พุทธ) จะเสื่อมจากเมืองไทย แล้วจะไปเจริญที่เมืองจีนนะ..” 

ซึ่งก็สอดคล้องใกล้เคียงกับคำที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่  ก็ได้เคยกล่าวพยากรณ์ถึงสถานการณ์พุทธจักรบ้านเราไว้เช่นเดียวกันว่า  “ต่อไป พระศาสนาของเราจะเสื่อมสูญไปเรื่อยๆ จนไปเหลืออยู่แถวภาคเหนือตอนบนเน้อ..!!!” ซึ่งเมื่อลองทอดสายตาเพ่งมองการทั้งปวงด้วยความเป็นกลางอย่างยิ่ง ก็จะพบถึงซึ่งความจริงได้โดยไม่ยากว่า  หาก “บุคลากร”และ “สมาชิกภาพ” ทั้งฝ่าย “ดี”และ “ร้าย” ใน “พุทธจักรไทย” ยังคงมี “คุณลักษณะ”และ “คุณสมบัติ” อยู่เฉกเช่นเดิมต่อไปอีกอย่างที่ว่า  รับรองได้ว่า  ในไม่ช้านาน  เราๆท่านๆคงจะได้เห็นสภาวะ “อันตรธาน”ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่งบรรพบุรุษได้อุตส่าห์สั่งสมสืบทอดมานับเป็นร้อยๆพันๆปีในบ้านเราในชั่วชีวิตนี้เป็นแน่นอน  อันจะเป็น “ตราบาป”ให้นักประวัติศาสตร์และคนรุ่นหลังจากทั่วทุกมุมโลก “ตำหนิ”และ “ตราหน้า” ประจานไปตราบชั่วกัปกัลป์ได้เลยทีเดียวว่า

“สาเหตุแห่งความเสื่อมสลายของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้น  ไม่เหมือนกับสมัยที่พระพุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดียที่ถูกทำลายล้างจากสงครามของคนนอกศาสนา  แต่เกิดจากความ “อ่อนด้อยไร้ประสิทธิภาพประสิทธิผล” รวมถึง “จิตสำนึก”ของบุคลากรและสาวกในพระพุทธศาสนา ซึ่งส่วนมาก มีนิสัยค่อนข้างจะสุภาพเรียบร้อย ขี้เกรงใจจนไม่กล้าแม้จะทำการแก้ไขหรือท้วงติงป้องกันในสิ่งที่ผิด  รักความสนุกสบาย แต่เกียจคร้านต่อการทำความเพียร ไม่นิยมแสวงหาปัญญา แต่ชมชอบที่จะแสวงหาความสุขทางโลกไปวันๆ โดยใช้ความเพียรพยายามให้น้อยที่สุด ซึ่งหนึ่งในวิธีที่นิยมแพร่หลายมากที่สุดในการแสวงหา “กาม”โดยง่ายแลขี้เกียจดังกล่าวนั้นก็คือ การ “บวงสรวงอ้อนวอน”ขอ  “โลกียสุข”ต่างๆจากเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่องค์พระพุทธปฏิมา ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์แห่งการ “เหนือโลก” ของพระพุทธองค์ไปแล้วก็ตามที  บ้างก็เลยเถิดจนก้าวล่วงมาดัดแปลงและย่ำยีทำลายพระพุทธธรรมให้วิปริตเลอะเลือนไปเอง เพียงเพื่อประโยชน์ในการแสวงหากามและลาภสักการะให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด  จนละเลยต่อสาระที่แท้ คือคำสอนเดิมแท้ขององค์พระศาสดาไปจนสิ้น   ก็ด้วยเหตุแห่งคุณสมบัติอันอ่อนด้อยดังกล่าวนี้  ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ไม่อาจสามารถที่จะรองรับ “ของสูง” คือ พระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาแห่ง “ปัญญา” , “ความเพียร” จนก้าวล่วงสู่สภาวะ “ หลุดพ้น” ไว้จนตลอดรอดฝั่งได้   พระพุทธศาสนาในประเทศไทย แม้จะคง “มีอยู่” ด้วย “สัญลักษณ์” ภายนอก  คือโบสถ์วิหาร หรือพระพุทธรูป ก็เหมือน “ไม่มี” เพราะ “แก่นสาร” อันเป็น “สาระ”แท้คือ “พระพุทธธรรม”นั้น  ไม่มีหลงเหลืออยู่ใน “จิตใจ”ของใครๆต่อไปอีกแล้ว ซึ่งก็เท่ากับได้เสื่อมสลายไปจนสิ้นแล้วนั่นเอง.....................”