หน้าแรกพุทธวงศ์ | พงศ์พันธุ์แห่งผู้รู้แจ้ง | บัญชรเกียรติยศ | พุทธวงศ์วิพากษ์ | พุทธวงศ์เสวนา 
นิมิตแห่งพุทธะ
ธรรมะประดับใจ
ตามรอยพุทธวงศ์
อมตะอริยสงฆ์
มงคลพุทธวงศ์
เรื่องนี้ต้องขยาย
เปิดโลกปาฏิหาริย์
จดหมายเหตุแห่งพุทธะ
ภาพอมตะพระอัจฉริยเถระ
พระดีที่น่ากราบไหว้

เดลินิวส์ 5/1/2542

 
ที่สุดแห่งธรรม"หลวงพ่อสด"
พ้นกับดัก"ธรรมกาย"43ปี

 

ในบรรดา 1 ใน 4 ปัญหาของวัดพระธรรมกาย ที่มีแนวทางผิดเพี้ยนจากศาสนา ซึ่งกรมการศาสนาสรุปออกมาแล้วได้แก่ คือ คำสั่ง สอนของวัด ไม่ว่าจะเป็นการสอนเพื่อเน้นการทำบุญอย่างเดียว การสอนว่านิพพาน เป็นสถานที่มีพระพุทธเจ้าไปนั่งอยู่ในนั้น
 
โดยสามารถเห็นได้จากการนั่งสมาธิแนวธรรมกาย ขนาดที่ในการเทศนาวันอาทิตย์ที่ 3 ม.ค. พระไชยบูลย์ ธัมมฺชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังยืนยันต่อหน้าลูกศิษย์ว่า แนวทางของธรรมกายนิพพานเป็นสถานที่ มีตัวตนคืออัตตา เป็นนิจจัง เที่ยง และเป็นสุข ซึ่งไม่สนใจหลักศาสนาที่ว่าทุกสิ่งเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง ทุกขัง คือเป็นทุกข์ และอนัตตาคือไม่ใช่ตัวตน
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีเอกสาร และหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า วิชชาธรรมกายที่ก่อกำเนิดโดยหลวงพ่อสด จันฺทสโร หรือหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น เป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการหลงงมงายได้ง่าย ๆ
ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานจากคำสอนใน พระไตรปิฎกที่ พระธรรมปิฎก หรือเจ้าคุณปยุต ปยุตฺโต เรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือชื่อ "นิพพาน อนัตตา" ที่ยืนยันนิพพานไม่ใช่สถานที่ และไม่มีตัวตนไปจนถึงหลักฐานการที่ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ไปยื่นต่อคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ว่า ในช่วงที่หลวงพ่อสดมีชีวิตได้เกิดติดขัดในการปฏิบัติภาวนา และต้องไปเรียนกับอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐานวัด มหาธาตุ ให้แก้ให้ จึงสามารถผ่านต่อไปได้ โดยมีหลักฐานรูปถ่ายหลวงพ่อสดลงนามถวายไว้ มีข้อความว่า
"ให้สำนักวิปัสสนาวัดมหาธาตุไว้เป็นที่ระลึก ในโอกาสที่ฉันได้เข้าปฏิบัติวิปัสสนา ตามแบบที่วัดมหาธาตุสอนอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว ยืนยันได้ว่าการปฏิบัติแบบนี้ถูกต้องร่องรอยในมหาสติปัฎฐานสูตรทุกประการ" และลงชื่อโดยพระภาวนาโกศลเถร วัดปากน้ำ ธนบุรี
เล่ากันว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำสำนึกที่เข้าใจผิดว่านิมิตเป็นการบรรลุธรรม แต่จะประกาศออกไปก็เกรงว่าศิษย์จะสับสน ด้วยว่ามีคนทำตามมากแล้ว และวิธีปฏิบัติธรรมกายเป็นสิ่งที่หลวงพ่อสดทิ้งแล้ว แต่ศิษย์ยังคงสืบต่อกันมา
นอกจากหลักฐานจากภาพถ่าย รวมถึงคำพูดของเสฐียรพงษ์แล้ว ยังมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่สามารถอ้างถึงได้นั่นคือ ทปการสอนธรรมะของ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาสิทฺธิ ป.9) หรือเจ้าคุณโชดกอาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนา วัดมหาธาตุที่ยืนยันได้อีก เพราะ เจ้าคุณโชดกคือพระรูปที่หลวงพ่อสดไปพบ และแก้ไขเรื่องกัมมัฏฐานให้นั่นเอง
เทปดังกล่าวเคยออกอากาศเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2541 ในรายการธรรมร่วมสมัย รวมถึงมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางด้วย
แต่ก่อนที่จะเข้าไปในเนื้อหาของเทปนี้ ต้องเข้าใจพื้นฐานของศาสนาพุทธก่อนว่าจะเริ่มจากการให้ทาน ถือศีล และการภาวนา ซึ่ง การภาวนาจะถือว่าเป็นกุศล เป็นแนวทางสูงสุดของศาสนาพุทธ
ในแง่การภาวนายังแยกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ "สมาธิหรือสมถะ" ซึ่งเป็นการภาวนาขั้นต้น กับ "การวิปัสสนา" ที่เป็นการภาวนาขั้นสูงสุดของศาสนา ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
การทำสมาธิ คือ การเพ่ง หรือการทำจิตให้หยุดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนทำให้จิตมีพลังขึ้นมาได้ เช่น การเพ่งกำหนดไปที่ลมหายใจ จิตในขั้นนี้จะมีฤทธิ์ มีอำนาจ ตามหลักศาสนาจะใช้จิตประเภทนี้เข้ามาหนุน เนื่องสติปัญญา โดย เมื่อจิตมีพลังเต็มเปี่ยมก็ค่อยถอนจิตออกจากสมาธิเข้ามาสู่การวิปัสสนา คือ การใช้ปัญญาพิจารณาธรรมะ ตามลำดับชั้นโดยเฉพาะในแง่สติปัฏฐาน 4 อาทิ การพิจารณาให้เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิตและเห็นธรรมในธรรม ภาวะการบรรลุธรรมขั้นสูงจะเกิดได้ต่อเมื่อเป็นผลของการวิปัสสนาเท่านั้น
สำหรับสมาธิแนวทางวิชชาธรรมกายก็คือ การเพ่งให้เห็น "ลูกแก้ว" ในร่างกาย นั่นเอง แต่ปัญหาของสมาธิแนวทางนี้คือ ทำให้เกิดการหลงทางได้ง่าย ๆ โดยภาพที่เห็นเป็น "นิมิต" หรือการเพ่งจนปรากฏรูปขึ้นมาได้ด้วยอำนาจของพลังจิต แต่ถือว่ายังอยู่ในขั้นสมถะไม่สามารถก้าวขึ้นไปสู่การวิปัสสนาได้
จากเทปของเจ้าคุณโชดกได้กล่าวว่า การปฏิบัติสมาธิแต่อย่างเดียวเมื่อปฏิบัติมาก ๆ และจะก้าวเข้าสู่การวิปัสสนานั้นอาจทำให้เกิดการหลง หรือเกิดอุปกิเลสได้ถึง 10 ข้อ อาทิ การเกิดแสงสว่าง และเข้าไปยึดติดกับภาพนั้น
"บางอาจารย์ก็นึกเป็นธรรมกาย เป็นปฐมมรรค เป็นแสงสว่าง ไปดูนรก สวรรค์ อธิษฐาน สร้างภาพนรก สร้างสวรรค์ จิตนึกไปเรื่อย เป็นจิตนึกมาเอง แล้วไปยึดติด บางครั้งคิดว่ากิเลสหายไปหมดแล้ว และกลายเป็นพระอรหันต์แล้วทั้งที่ไม่ใช่" เจ้าคุณโชดก กล่าว
นอกจากนั้น เจ้าคุณโชดกยังกล่าวอีกว่า เจ้าคุณวัดปากน้ำหรือหลวงพ่อสด ที่ปฏิบัติด้านสมาธิหรือสมถะมา 43 ปีมาให้ช่วย โดยแนวทางที่หลวงพ่อสดปฏิบัติคือการเพ่งดวงแก้ว และภาวนาว่าสัมมาอรหัง เห็นธรรมกาย เห็นแสงสว่าง
"ท่าน (หลวงพ่อสด) เข้าใจว่าสิ่งที่เห็นเป็นธรรมกาย อันที่จริงธรรมกายในพระไตรปิฎกมีกล่าวไว้หมายถึง ชื่อพระพุทธเจ้าแต่ไม่ใช่วิชาของพระพุทธเจ้า"
ดังนั้นเจ้าคุณโชดกจึงให้หลวงพ่อสดปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน โดยให้เดินจงกรม นั่งสมาธิ ระยะแรกหลวงพ่อสด ก็ยังยืนยันเห็นพระพุทธเจ้าในนิพพาน ซึ่งเข้าไปจับมือถือแขนก็ได้,เห็นพระเต็มศาลา ฯลฯ
เจ้าคุณโชดก จึงแนะนำให้กำหนดอารมณ์ใหม่ โดยเมื่อเห็นนิมิตหรือภาพติดตานั้น ซึ่งให้พิจารณาว่า "เห็นหนอ ๆ" เพื่อเป็นการยกเอาจิตหรือเอาสติออกมาจากสมาธิ เพื่อใช้ปัญญาพิจารณาตามหลักศาสนา ปรากฏว่าหลวงพ่อสดกำหนดสติตามแนวดังกล่าว ในที่สุดภาพพระที่เคยเห็นเต็มไปหมดก็หายวับไปกับตา และเข้าใจในหลักไตรลักษณ์ศาสนาคือทุกสิ่งเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เป็นทุกขังหรือเป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาคือไม่ใช่ตัวตน
หลวงพ่อสดถึงกับกล่าวว่า เราติดอยู่ในญาณหรืออำนาจที่เกิดจากสมาธิมาหลายสิบปี เพิ่งมาหลุดได้ในวันนี้ และเป็นที่มาของรูปถ่าย พร้อมกับลายมือที่หลวงพ่อสดให้ไว้เป็นประจักษ์พยาน
เจ้าคุณโชดกเองเคยกล่าวว่า ที่เล่าถึงเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่ใช่เอามาพูดเสีย ๆ หาย ๆ แต่เอาความดีของท่านมาเล่าให้ฟัง เพราะท่านเป็นพระที่มุ่งศึกษาในการปฏิบัติธรรม และต่อมาท่านก็ได้สู่แนวทางของการวิปัสสนาอย่างแท้จริง
ปัญหาของวิชชาธรรมกายนี้ เสฐียรพงษ์ได้สรุปว่า ธรรมกายของหลวงพ่อสดคือการปฏิบัติสมาธิโดยเข้าใจว่าเป็นมรรคผล แต่ในยุคหลวงพ่อสดก็เป็นแค่การสัมผัสได้เฉพาะตน ไม่ได้นำมาเผยแผ่จนใหญ่โต และสร้างศรัทธาอย่างวัดพระธรรมกายกระทำ เพื่อให้ลูกศิษย์มาทำบุญ
และปัจจุบันก็กลายเป็นการ จัดสรรนิมิต จนทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นภาพ และก็มีการบอกว่าได้บรรลุธรรมเป็นขั้น ๆ โดยคนที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น พอเห็นเข้าก็เกิดศรัทธา มีเท่าไหร่ก็ทุ่มเททำบุญไปหมด
นี่คือขบวนการสูบบุญที่แท้จริง !!!!
 
เนาว์
 
  IP : 203.156.27.22  |   เมื่อ: 15 กันยายน 2549 เวลา: 8:37:48 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
"หลักฐาน" ที่เป็น"ภาพถ่ายลายเซ็น"ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ที่ท่านนำมาถวายไว้ที่คณะ 5 วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ กรุงเทพด้วยตนเอง....
 MSG-060915083728447.gif
เนาว์
 
  IP : 203.156.27.22  |   เมื่อ: 15 กันยายน 2549 เวลา: 8:51:01 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  

หลักฐาน "นิพพาน อนัตตา" ในพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับ มหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศน์ ถ้าคุณอยากตรวจสอบ กรุณาไปที่ มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย อยู่ตรงข้าม วัดบวรนิเวศน์ฯ บางลำภู ก.ท.ม.

-----------------------------------------------------------------------------

         ๑. พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ 69 ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค สัทธัมมปกาสินี อรรถกถาสุญญกถา
ปฏิสัมภิทามรรค หน้า 656

นิพพานธรรมชื่อว่า สูญจากตัวตนเพราะไม่มีตัวตน สังขตธรรมแม้ทั้งหมด ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ

         ๒. พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ 68 ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค สัทธัมมปกาสินี อรรถกถาขุททกนิกาย
ปฏิสัมภิทามรรค หน้า 165

(มหาวรรค ญาณกถา ว่าด้วยความหมายของปัญญาญาณ)

(บรรทัดที่ 13 )

ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา...

มาดูคำขยายของอรรถกถา (อรรถกถาวิสัชนุทเทส) เล่มเดียวกันหน้า 172

คำว่า " สพฺเพ ธมฺมา - ธรรมทั้งปวง ท่านกล่าวรวมเอาพระนิพพานไว้ด้วย ชื่อว่าอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปตามอำนาจ

         ๓. พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ 68 ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ญาณัตตยานิทเทส (ไม่ใช่อรรถกถา) หน้า 849-850

คำว่า " นิพพานอันว่างจากตน " จะแทรกอยู่ทุกย่อหน้า

          ๔. พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ 69 ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค อรรถกถา วิปัสสนากถา หน้า 826

ท่านไม่กล่าวปริยายโดยอนุโลมในสองบทนี้ เพราะนิพพานเป็นของ สูญและเพราะเป็นอนัตตา

          ๕. พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ 10 พระวินัยปิฎก ปริวาร ย่อหัวข้อสมุฏฐาน (ไม่ใช่อรรถกถา) หน้า 326

พระนิพพาน ท่านวินิจฉัยว่า เป็นอนัตตา

          ๖. พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ 80 พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ ปุคคลกถา (ไม่ใช่อรรถกถา) หน้า 213

ดูก่อนเสนิยะ ศาสดา ๓ จำพวกนี้มีอยู่ปรากฏอยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน

ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัตติอัตตาโดยความเป็นจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ

อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัตติอัตตาโดยความเป็นจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบัน ไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพ

อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ ไม่บัญญัตติอัตตาโดยความเป็นจริง โดยความ เป็นของแท้ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ

ใน ๓ จำพวกนั้น ศาสดาที่บัญญัตติอัตตาโดยความเป็นจริง โดยความ เป็นของแท้ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัสสตวาท

ศาสดาที่บัญญัตติอัตตาโดยความเป็นจริง โดยความเป็นของแท้ แต่ในปัจจุบัน ไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า อุจเฉทวาท

ศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัมมาสัมพุทธะ

ดูก่อนเสนิยะ ศาสดา ๓ จำพวกนี้แล มีอยู่ปรากฏอยู่ในโลก

******************************************

ข้อความเดียวกันนี้ปรากฎอยู่ใน พระไตรปิฎกและอรรถกถา เล่มที่ 79 พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ (ไม่ใช่อรรถกถา) หน้า 325 เช่นเดียวกัน ---------------------------------------------------------------------------------------------

เนาว์
 
  IP : 203.156.27.22  |   เมื่อ: 15 กันยายน 2549 เวลา: 8:54:05 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
 

วิชชาธรรมกายคือ มิจฉาทิฏฐิประเภทหนึ่ง ( ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ) ใน มิจฉาทิฏฐิ ๖๒

    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๑๑
    ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค หน้า 52-53 ข้อ 50 พรหมชาลสูตร

พรหมชาลสูตร

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕

              [ ๕0 ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่านิพพานปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่านิพพานปัจจุบัน เป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่ปรากฏอยู่ ด้วยวัตถุ ๕ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีวาทะว่า
    นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๕

             ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ มีวาทะอย่างนี้ว่า มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เพราะ
    อัตตานี้เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม เพลิดเพลินอยุ่ด้วยกามคุณ ๕ ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ที่มีอยู่ ด้วยประการฉะนี้

             สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
    มีอยู่จริง ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้มิได้บรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้
    ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า
    กามทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะกามเหล่านั้นแปรปรวนเป็นอย่างอื่น จึงเกิดความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับใจ ท่านผู้เจริญ เพราะ
    อัตตานี้สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ฉะนั้น จึงเป็นอัน
    บรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
    สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า
    นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
    ของสัตว์ที่มีอยู่
    ด้วยประการฉะนี้

    หน้า 58-59 ข้อที่ 61

ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ

             [ ๖๑ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้นสมณพราหมณ์เหล่าใด มีวาทะว่านิพพานปัจจุบัน ย่อม
    บัญญัติว่า
    นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยวัตถุ ๕ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญ
    เหล่านั้น ผู้ไม่รู้ ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น

  


 

    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๑๑
    ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค หน้า 21 ข้อ 30 พรหมชาลสูตร

พรหมชาลสูตร

สัสสตทิฏฐิ ฐานะที่ ๔

             [๓0 ] ๔. อนึ่ง ในฐานะที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตา
    และโลก ว่าเที่ยง

             ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ เป็น นักตรึก นักตรอง กล่าวแสดง ปฏิภาณ ของตนตามที่ ตรึกได้ตามที่คิดค้นได้อย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง ตั้งมั่นดุจยอดเขาภูเขา ตั้งมั่นดุจ เสาระเนียดที่ตั้งอยู่ ส่วนสัตว์เหล่านั้น ย่อมแล่นไปย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมอุบัติ แต่สิ่งที่เที่ยง เสมอ คงมีอยู่แท้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    นี้เป็นฐานะที่ ๔ ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภแล้ว จึงมีวาทะ ว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีวาทะว่าเที่ยงบัญญัติอัตตา และโลกว่าเที่ยง ด้วยวัตถุ ๔ นี้แล

หน้า ๕๖ ข้อที่ 51

ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ

             [ ๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้นสมณพราหมณ์เหล่าใด มีวาทะว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติ
    อัตตาและโลก
     
    ว่าเที่ยงด้วยวัตถุ ๔ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นผู้ไม่
    รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หาเป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น

  


 

    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๓๘
    อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกสทสกนิบาต หน้า 389-390 ข้อ 132 มิจฉัตตสูตร

๑0. มิจฉัตตสูตร

ว่าด้วยมิจฉัตตธรรม ๑0 ประการ

             [ ๑๓๒ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉัตตะ ( ความผิด ) ๑0 ประการนี้ ๑0 ประการเป็นไฉน คือ มิจฉาทิฏฐิ ๑
    มิจฉาสังกัปปะ ๑ มิจฉาวาจา ๑ มิจฉากัมมันตะ ๑ มิจฉาอาชีวะ ๑ มิจฉาวายามะ ๑ มิจฉาสติ ๑ มิจฉาสมาธิ ๑ มิจฉาญาณะ ๑ มิจฉาวิมุตติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉัตตะ ๑0 ประการนี้แล

  


 

    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๓๘
    อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกสทสกนิบาต หน้า 398 ข้อ 145 อริยมรรคสูตร

๑. อริยมรรคสูตร

ว่าด้วยธรรมที่เป็นอริยมรรคและไม่เป็นอริยมรรค

             [ ๑๔๕ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นอริยมรรคและธรรมไม่เป็นอริยมรรคแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
    จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    ก็ธรรมที่มิใช่อริยมรรคเป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิ
    มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ
    มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณะ มิจฉาวิมุตติ
    นี้เรียกว่าธรรมที่มิใช่อริยมรรค ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    ก็ธรรมที่เป็นอริยมรรค
    เป็นไฉน
     สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่เป็นอริยมรรค

  


 

    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๓๘
    อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกสทสกนิบาต หน้า 396 ข้อ 144 ทุกขวิปากธรรมสูตร

๑๑. ทุกขวิปากธรรมสูตร

ว่าด้วยธรรมที่มีทุกข์และสุขเป็นวิบาก

             [ ๑๔๔ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมมีทุกข์เป็นวิบากและธรรมมีสุขเป็นวิบากแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
    จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    ธรรมมีทุกข์เป็นวิบากเป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิ
    มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ
    มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณะ มิจฉาวิมุตติ
    นี้เรียกว่าธรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    ก็ธรรมมีสุขเป็นวิบาก
    เป็นไฉน
     สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมมีสุขเป็นวิบาก

  


 

    พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ของมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ ๓๘
    อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกสทสกนิบาต หน้า 383 ข้อ 121 ปุพพังคสูตร

๙. ปุพพังคสูตร

ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย

             [ ๑๒๑ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งดวงอาทิตย์เมื่อจะอุทัย คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย คือ
    สัมมาทิฏฐ
    ฉันนั้น เหมือนกันแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
    สัมมาสังกัปปะย่อมเพียงพอแก่บุคคล
    ผู้มีสัมมาทิฏฐิ
    สัมมาวาจาย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสังกัปปะ สัมมากัมมันตะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาวาจา สัมมาอาชีวะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมากัมมันตะ สัมมาวายามะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาอาชีวะ สัมมาสติย่อมเพียง
    พอแก่บุคคลผู้มีสัมมาวายามะ สัมมาสมาธิย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมา สติสัมมาญาณะย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาสมาธิ สัมมาวิมุตติย่อมเพียงพอแก่บุคคลผู้มีสัมมาญาณะ

เนาว์
 
  IP : 203.156.27.22  |   เมื่อ: 15 กันยายน 2549 เวลา: 9:06:43 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
หมายเหตุ, ได้คัด"คำตอบสุดท้าย"จากหลายที่หลายแห่งมา ก็เพื่อรักษา"ธรรมตัวแท้"ของ"พระพุทธเจ้า"(ของจริง) ให้คงอยู่สืบไปจงได้  หวังใจว่า คงจะเป็นประโยชน์อนุเคราะห์เกื้อกูลแก่พระศาสนาตลอดจนมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย  ก่อนที่"ทางมรรคผลนิพพาน"ต้องถูก"ปิดตาย" เพราะกระแสและพลังใน"ความเข้าใจผิด"ใน"ธรรมของจริง" นั้น  ตอนนี้ มีความรุนแรงเหลือเกิน......
เนาว์
 
  IP : 203.156.27.22  |   เมื่อ: 15 กันยายน 2549 เวลา: 9:22:24 น.  
แจ้งลบข้อความนี้  
การทำพระสัทธรรมให้วิปริต มีการดัดแปลงพระพุทธพจน์ให้วิปลาสคลาดเคลื่อนจากความเดิมที่เป็นจริง มีบาปเทียบเท่าตัดเศียรพระพุทธรูปทีละองค์ๆ (เท่ากับจำนวนอักขระ ที่ท่านถือว่า เท่าด้วยพระพุทธปฏิมาหนึ่งพระองค์) จึงขอเตือนให้ทุกๆท่านจงระมัดระวังตัวให้ดีๆ  อย่าได้หลงเชื่อคำสอนธรรม ที่"ดูเหมือนจะดี" โดยไม่ได้ไตร่ตรองและเอาพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฏกมาเป็นสิ่ง"ชี้ขาด"เป็นอันขาด หาไม่แล้ว  เผลอๆ ท่านก็อาจจะได้กระทำ"อนันตริยกรรม"ที่บาปโทษอันสาหัสที่สุด เสมอด้วย"โลหิตุปบาท"(ประทุษร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต เพราะพระพุทธองค์ทรงยกธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์หลังปรินิพพาน)+"สังฆเภท"(ทำสงฆ์ให้แตกเป็นสอง ด้วยเหตุแห่งทิษฐิในธรรมไม่ตรงกัน)โดยไม่รู้ตัวทีเดียว...!!!!!!!